ประวัติและพัฒนาการ

Item set

Items

Advanced search
  • ในระหว่างการปฏิวัติเมื่อปี พ.ศ. 2515 มหาวิทยาลัยทั้งหมดได้ร่วมกันยื่นคำร้องต่อหัวหน้าปฏิวัติว่า มหาวิทยาลัยควรมีอิสระในการปกครองตนเอง มีเสรีภาพทางวิชาการในการถ่ายทอดและแสวงหาความรู้ โดยยึดหลักของความเป็นเลิศทางวิชาการ ถ้าสามารถแยกออกไปอยู่นอกระบบข้าราชการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาลได้ก็จะดีที่สุด แต่ถ้ายังออกไม่ได้ ก็ควรตั้งเป็นทบวงอิสระ หรือทบวงในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทางคณะปฏิวัติจึงได้ตั้งทบวงมหาวิทยาลัยขึ้นปลายปี พ.ศ. 2515 ซึ่งนับว่าเป็นก้าวหนึ่งที่จะนำไปสู่ระบบมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาลในอนาคต
  • อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ เป็นอาคารที่สร้างขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นอาคารหลักหลังแรก ของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่เดิมเรียกว่า สภาคารมหาวิทยาลัย หรือตึกบัญชาการ สร้างขึ้นตามดำริของสภาจัดการโรงเรียนข้าราชการพลเรือนในพ.ศ. 2456 โดยมีนายเอ็ดเวิร์ด ฮีลี (Edwaed Healey) ชาวอังกฤษ เป็นสถาปนิก และนายเอมิลีโอ โจวันนี กอลโล (Emilio Giovanni Gollo) ชาวอิตาเลียน เป็นวิศวกร เริ่มก่อสร้างในพ.ศ. 2457 ลุล่วงไปจนมีพระราชพิธีก่อพระฤกษ์ได้ในวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2458 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี บุคลากรสำคัญยิ่งท่านหนึ่ง ที่ได้ฝากผลงานไว้ในอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ คือนายโรดอลโฟ โนลลี (Rodolfo Nolli) ประติมากรชาวอิตาเลียนที่เป็นผู้สร้างงานประติมากรรมตกแต่งอาคารทั้งหมด ประกอบด้วยรูปแบบศิลปกรรมไทยโบราณต่างยุคต่างสมัย ปรับประยุกต์ให้มีขนาดส่วนพอเหมาะกับตัวอาคารที่นายฮีลีได้ออกแบบไว้ และสร้างขึ้นโดยกรรมวิธีสมัยใหม่คือการหล่อซิเมนต์ถอดพิมพ์ ทำให้ประติมากรรมตกแต่งอาคารมหาจุฬาลงกร์เป็นผลงานสำคัญของนายโนลลี ซึ่งได้ประกอบวิชาชีพอยู่ในสยามสืบต่อมาอีกระยะหนึ่ง จากนั้นจึงเดินทางไปยังเมืองสิงคโปร์ มีผลงานประติมากรรมตกแต่งอาคารสาธารณะสำคัญๆ ในเมืองสิงคโปร์มากมายในเวลาต่อมา
  • ในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2459 มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นมหาวิทยาลัย พระราชทานนามว่า "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" โดยได้จัดแบ่งวิชาที่สอนออกเป็น 4 คณะคือ คณะแพทยศาสตร์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะอักษรศาสตร์
  • เป็นหนังสือที่กล่าวถึงแถลงการโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ประกอบด้วย 1.) แถลงการโรงเรียนข้าราชการพลเรือน เล่ม 1 2) ราชสดุดีฉันท์ 3) แถลงการณ์ 4) โรงเรียนข้าราชการพลเรือน ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 5) ประกาศแก้ระเบียบการโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 6) ระเบียบการใช้เครื่องแต่งตัวสำหรับนักเรียนโรงเรียนข้าราชการพลเรือน 7) ระเบียบข้อบังคับเรือนนอน สำหรับโรงเรียนข้าราชการพลเรือนพแนกยันตรศึกษาและคุรุศึกษา 8) ระเบียบการส่งนักเรียนรัฏฐประศาสนศึกษาออกฝึกหัดตามหัวเรื่อง 9) ระเบียบกำหนดเวลาเรียน เนื่องด้วยการสอบไล่ 10) คำสั่งที่ 1 เรื่องแยกการปกครองโรงเรียนเป็นระเบียบกองร้อย 11) คำสั่ง 5 เรื่องเปิดโรงเรียนยันตรศึกษา วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2458 12) คำสั่ง 7 ข้าราชการพลเรือนใช้เครื่องแต่งกายตามพระราชกำหนด 13) คำสั่งที่ 8 ให้รองอำมาตย์เอกนายบุญเย็น มาเป็นผู้บังคับกองร้อยที่ ๒ แทนขุนนารถสนิท 14) คำสั่งที่ 9 ให้แยกการปกครองเปนโรงเรียนละกองร้อย ลงวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2458 15) คำสั่งที่ 10 แก้ไขระเบียบการปกครองโรงเรียนใหม่ บรรจุเจ้าหน้าที่ตามระเบียบที่กำหนด ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2458 16) คำสั่งที่ 11 ว่าด้วยโรงเรียนข้าราชการพลเรือนแผนกต่าง ๆ ได้ยกมาตั้งรวมกันที่ประทุมวัน ห้องสมุดต่าง ๆ ก็จัดมารวมเป็นห้องสมุดใหญ่ 17) คำสั่งที่ 13 ว่าด้วยการสอนภาษาอังกฤษของโรงเรียนข้าราชการพลเรือน 18) คำสั่งที่ 14 ว่าด้วยนายเข้ม กนิฐารัต นักเรียนผู้ใหญ่หัวหมู่ 1 และนายหยด นักเรียนผู้ใหญ่หัวหมู่ 5 ให้ได้เป็นนักเรียนกลางวันตามประสงค์เพื่อสดวกในการปกครองของโรงเรียน 19) คำสั่งที่ 15 ให้นาย วี. ลุนต์. M.E. เป็นอาจารย์สอนวิชาช่างกลในโรงเรียนข้าราชการพลเรือน 20) คำสั่งที่ 16 แต่งตั้ง รองเสวกตรี ขุนพิจารณ์พัศดุภัณฑ์ เป็นเจ้าพนักงานพัสดุ รักษาพัสดุ 21) คำสั่งที่ 21 ปิดโรงเรียน ภาคกลางของโรงเรียนข้าราชการพลเรือน 22) คำสั่งที่ 22 เรื่องส่งนักเรียนไปฝึกหัดที่กรมรถไฟสายใต้ 23) คำสั่งที่ 24 คำสั่งปิดโรงเรียนข้าราชการพลเรือน เพื่อให้นักเรียนไปฝึกซ้อมรบของเสือป่า 24) คำสั่งที่ 29 เรื่องเครื่องแต่งตัวนักเรียนโรงเรียนข้าราชการพลเรือน 25) คำสั่งที่ 30 คำสั่งส่งนักเรียน ยันตรศึกษา ออกฝึกหัดในโรงงาน 26) คำสั่งที่ 31 ส่งนักเรียนรัฏฐประศาสนศึกษาออกฝึกหัดตามหัวเมือง 27) คำสั่งที่ 32 โรงเรียนข้าราชการพลเรือนจะย้ายโรงเรียนฝึกหัดครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกมาสมทบกับโรงเรียนยันตรศึกษา ที่ตำบลปทุมวัน 28) คำสั่งที่ 39/67/24 ย้ายโรงเรียนฝึกหัดครู ไปสังกัดทางโรงเรียนข้าราชการพลเรือน 29) การประชุมส่งนักเรียนซึ่งเรียนจบหลักสูตรรัฏฐประศาสนศึกษาออกรับราชการ วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2457 30) การประชุมส่งครูออกรับราชการตำแหน่งผู้พิพากษา วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2458 31) ปาฐกถาว่าด้วยกฎหมายสัญญาของเสวกเอก หลวงประดิษฐ์พิจารณ์การอาจารย์พิเศษ แสดงที่โรงเรียนรัฏฐประศาสนศึกษา 32) ปาฐกถาว่าด้วยกฎหมายสัญญาของเสวกเอก หลวงประดิษฐ์พิจารณ์การอาจารย์พิเศษ แสดงที่โรงเรียนรัฏฐประศาสนศึกษา (ต่อเล่ม 1 ตอนที่ 2) 33) ปาฐกถากฎหมายอาญา ของ อำมาตย์ตรี พระศรีเสนา] 34) พระราชทานยศ บรรดาศักดิ์ แลเครื่องราชอิศริยาภรณ์ 35) นักเรียนโรงเรียนรัฏฐประศาสนศึกษาออกรับราชการ 2 คน 36) เสือป่าในหน้าที่พลเรือน 37) นักเรียนถวายตัวและออกรับราชการในกรมมหาดเล็ก 38) การกสิกรรมในประเทศอเมริการวม ของนายแนบ สาลักษณ์ 39) คำสั่งแก้ไขวิธีทำรายงานการฝึกหัดหัวเรื่อง 40) พระราชทานยศและบรรดาศักดิ์ 41) นักเรียนเก่าย้ายหน้าที่ราชการ 42) การประชุมครูโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ประจำเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2457 43) การประชุมครูโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ประจำเดือนมีนาคม พ.ศ. 2457 44) การรื่นเริงของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนในการแสดงความยินดีให้แก่ นายตรึก จินตยานนท์ นักเรียนรัฏฐประศาสนศึกษา และนายส่าน สุขวณิช นักเรียนยันตรศึกษา 45) แจ้งความเรื่องราคาเครื่องแต่งตัวนักเรียนข้าราชการพลเรือน 46) ครูและนักเรียนเก่าของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนได้รับพระราชทานเลือนยศฯลฯ 47) ความเห็นเกี่ยวด้วยการปกครองหัวเมืองของอำมาตย์โท พระกิรมย์บุรีรัฐ ผู้ว่าราชการเมืองอุไทยธานี 48) บัญชีชื่อนายหมวดนายหมู่ 49) ครูและนักเรียนเก่าของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนได้รับพระราชทานยศ ฯลฯ 50) ปาฐกถาว่าด้วยธรรมะระหว่างประเทศ ของหม่อมเจ้าขจรจรัสฤทธิ์ 52) ความเห็นในการที่กรมการอำเภอจะเปรียบเทียบความภาษีอากรและความแพ่ง ตามพระราชบัญญัติปกครองท้องที่ มาตรา 105 และ 108 53) ความเห็นเกี่ยวด้วยการปกครองหัวเมือง ของอำมาตย์โท พระภิรมย์บุรีรัฐ 54) รายงานฝึกหัดการในโรงงานกลาง ณ กรมรถไฟหลวงสายใต้ ตำบลบางกอกน้อย ของนายศิริ นักเรียนยันตรศึกษา 55) รายงานฝึกหัดการในโรงงานกลาง ณ กรมรถไฟหลวงสายเหนือ ตำบลมักกะสัน ของนายเจียก ธนสุนทร นักเรียนยันตรศึกษา 56) รายงานการที่ได้ฝึกหัดการสกัดและตะไบเหล็ก
  • หนังสือหนังสือเล่มนี้เริ่มด้วยพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รายชื่อคณะกรรมการสภาจัดการฯ ระเบียบการโรงเรียนข้าราชการพลเรือนพแนกการปกครอง ซึ่งประกอบไปด้วย ประวัติ สังกัด ประเภทนักเรียน ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ นิสิต ศิษย์ และนักเรียนพิเศษ วิธีรับนักเรียน วิชาที่สอน กำหนดปีที่เล่าเรียน การสอบวิชา กำหนดเวลาเปิดโรงเรียน ข้อบังคับของโรงเรียน นักเรียนต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ เครื่องแต่งตัวนักเรียน ตำแหน่งนักเรียนที่สอบไล่ได้ตลอดหลักสูตร และท้ายสุดจะว่าด้วยเรื่อง หลักสูตรวิชาเสมียนเอกที่โรงเรียนข้าราชการพลเรือนจะเป็นแต่ผู้สอบ ได้แก่วิชา อ่าน เขียน คัด ทาน แต่ง เลข บาญชีหนีงสือ ราชาศัพท์ ภูมิศาสตร์ พงษาวดาร วิทยาศาสตร์เบื้องต้น และจรรยา
  • ตึกบันชาการโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันคือ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอาคารที่ส้รางขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นอาคารหลักหลังแรก ของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ อันเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของเจ้านายขุนนางสยามในยุคนั้น ที่จะพัฒนาประเทศด้วยการศึกษาแผนใหม่ รวมทั้งการอุดมศึกษา ที่มีรากฐานมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 5 แล้วดังปรากฏความในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในพระราชพิธีวางศิลาพระฤกษ์อาคารดังกล่าว เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2458 ว่า "วันนี้เรายินดีที่ได้รับอัญเชิญให้มาวางศิลาพระฤกษ์ สำหรับมหาวิทยาลัยนี้ เพราะเป็นกิจอันหนึ่งซึ่งเราปรารถนาอยู่นานแล้ว ที่จะยังการให้เป็นผลสำเร็จตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงพระราชปรารถนามานานแล้ว ในเรื่องที่จะให้มีมหาวิทยาลัยขึ้น สำหรับเป็นสถานอุดมศึกษาของชาวสยาม
  • การจัดการอุดมศึกษาของไทยได้เริ่มมาแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และอุดมศึกษาในสมัยนั้นมีหลากหลาย ทั้งโรงเรียนกฎหมาย โรงเรียนแพทย์ และโรงเรียนข้าราชการพลเรือนที่ต่อมาได้รับการยกฐานะเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย และได้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยแห่งอื่นขึ้นอีกในเวลาต่อมา ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยสังกัดอยู่ในกระทรวงต่างๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สังกัดกระทรวงเกษตร เป็นต้น
  • งานพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรก เริ่มจากเมื่อพระบรมวงศานุวงศ์และผู้รับเชิญเข้าร่วมพิธีเข้าสู่ห้องประชุมแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่ห้องประชุม ทรงเทียนชนวนที่พระพุทธรูปและพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อจากนั้นเสนาบดีกระทรวงธรรมการ (มหาอำมาตย์เอกพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ครั้งนั้นยังไม่ได้ทรงกรม) ทูลเกล้าฯ ถวายฉลองพระองค์ครุยบัณฑิตพิเศษแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานครุยกิตติมศักดิ์แก่ข้าราชการของมหาวิทยาลัยสองท่าน คือ บัณฑิตชั้นโท (มหาบัณฑิตในปัจจุบัน) ทางวิทยาศาสตร์แก่พระยาภะรตราชาผู้บัญชาการ (อธิการบดีในปัจจุบัน) และบัณฑิตชั้นเอก (ดุษฎีบัณฑิตในปัจจุบัน) แก่ศาสตราจารย์ น.พ. A.G.Ellis คณบดีคณะแพทยศาสตร์ (ต่อมาเป็นอธิการบดีคนแรกของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ระหว่าง พ.ศ. 2478-2478) ต่อจากนั้นผู้บัญชาการของมหาวิทยาลัยกล่าวญัตติกรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานประกาศนียบัตร (ปริญญาบัตรในปัจจุบัน) บัณฑิตใหม่กล่าวคำปฏิญญา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานรางวัลเหรียญทองและเหรียญเงินสำหรับผู้ได้คะแนนยอดเยี่ยมตลอดหลักสูตร 4 ปี เหรียญทองแดงสำหรับผู้ได้คะแนนเป็นที่ 1 ในแผนกอายุรศาสตร์ แผนกศัลยาศาสตร์ แผนกสูติศาสตร์ แผนกพยาธิวิทยา แผนกสรีระวิทยา และแผนกกายวิภาควิทยา ทั้งในปี พ.ศ. 2471 และ 2472 ทั้งนี้เนื่องจากมีผู้สำเร็จการศึกษาใน พ.ศ. 2471 จำนวน 18 คน ใน พ.ศ. 2472 จำนวน 16 คน รวมทั้งสิ้นเป็นเวชชบัณฑิต (แพทยศาสตร์บัณฑิตในปัจจุบัน) 34 คน ต่อจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาท ถวายไทยธรรมแด่พระสงฆ์ พระสงฆ์ถวายอดิเรก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีเสด็จพระราชดำเนินกลับ
  • สมเด็จพระมหิตลาภิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงรับหน้าที่เป็นอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย ทรงเป็นผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในการติดต่อขอความร่วมมือกับมูลนิธิร็อกีเฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) เพื่อพัฒนามาตรฐานการจัดการศึกษาวิชาแพทย์ในเมืองไทย ท้ายเล่มมีภาคผนวกพระราชนิพนธ์เรื่อง รายงานความเห็นในเรื่องการสำรวจการศึกษาเพื่อประกอบพระบรมราโชบายเรื่องการตั้งมหาวิทยาลัย
  • พิธีก่อพระฤกษ์โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางศิลาฤกษ์ในวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2453 ซึ่งปัจจุบัน คืออาคารมหาจุฬาลงกรณ์ โดยต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ขึ้นเป็น “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”
  • พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงรับสนองพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องการให้ข้าราชการผ่านการถวายตัวเป็นมหาดเล็กก่อน และทรงเห็นข้อดีของการที่ข้าราชการควรจะเป็นผู้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรู้จักและไว้วางพระราชหฤทัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่จะออกไปประจำการตามมณฑลต่างๆ ขณะเดียวกันทรงเห็นว่าการจะให้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กโดยไม่มีการศึกษาศาสตร์แผนใหม่ที่จำเป็นต่อการบริหารราชการแผ่นดินก็จะเป็นการเสียประโยชน์ จึงนำไปสู่การจัดตั้งโรงเรียนมหาดเล็กขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๔๒ (ระยะแรกใช้ชื่อว่า “สำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน” และเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนมหาดเล็ก” ในปี พ.ศ.๒๔๔๕) ในยุคนั้นมีการจัดการศึกษาด้านรัฏฐประศาสนศาสตร์เพียงสาขาวิชาเดียว มีนักเรียนจำนวน ๕๐ คน
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นกระทรวงใหม่ที่เป็นการควบรวมหน่วยงานด้านการอุดมศึกษา และ ด้านวิจัยและพัฒนา ที่เกิดการควบรวมของ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย โดยรัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมและกำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงพัฒนากำลังคนให้มีทักษะสอดคล้องกับการพัฒนาของประเทศ รวมถึงการกำกับดูแลการและการพัฒนานวัตกรรมด้วย