ภารกิจหลักและผลงาน

Item set

Items

Advanced search
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พิจารณารับทราบผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ครั้งที่ 11/2562 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเสนอ และยินดีสนับสนุนการคำเนินงานเพื่อการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ดังนี้ 1. การจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อกิจการพิเศษ ด้านการแพทย์จีโนมิกส์ โดยมหาวิทยาลัยบูรพาในฐานะมหาวิทยาลัยหลักใน EEC รวมทั้งหน่วยงานอื่น 1 ในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยินดีสนับสนุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการดำเนินงานและการบริหารจัดการต่าง ๆ 2. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีการสนับสนุนงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ โครงการพัฒนาระบบข้อมูลและแผนความต้องการของบัณฑิตของพื้นที่ EEC และโครงการสนับสนุนแผนปฏิบัติการบูรณาการจีในมิกส์ประเทศไทย 3. โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมส ามสนามบิน มีข้อเสนอแนะให้มีการพัฒนาเส้นทางขนส่งทางรางเพิ่มเติมที่จะเชื่อมต่อจากสถานีรถไฟความเร็วสูงศรีราชา ผ่านเขตนวัดกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไปสิ้นสุดที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง จะก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อการพัฒนาพื้นที่ชั้นในของ EEC โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ใหม่รวมถึงจะเอื้อต่อการดึงดูดการลงทุนวิจัยและนวัตกรรมของนักลงทุนทั้งจากภายในและต่างประเทศ
  • รายงาน Circular Economy Policy Forum Report 2022 เป็นการรวบรวมและประมวลข้อมูลเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ได้จากการประชุมหารือภายใต้โครงการบูรณาการและขับเคลื่อนภาคส่วนของไทยสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือโครงการ Circular Economy Innonvation Policy Forum ภายใต้ข้อตกลงบันทึกความร่วมมือ (ระยะเวลา 5 ปี มีนาคม พ.ศ. 2564 ถึง มีนาคม พ.ศ. 2567) “โครงการพัฒนาแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน” ระหว่างสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กับ สมาคมส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (ประเทศไทย) กิจกรรม โครงการฯ เริ่มดำเนิน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2564 มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนา Circular Economy Innovation Forum ให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และระดมความคิดเห็นให้เกิดการตั้งประเด็น (Agenda) เพื่อระดมความคิดในการเสนอแนะเชิงนโยบายในการบูรณาการและขับเคลื่อนภาคส่วนของไทยสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน และพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยกิจกรรมหลักของโครงการฯ นี้เป็น การสร้างพื้นที่หารือโดยการจัดประชุมกลุ่มรายสาขาประมาณ 3 ครั้ง ทั้ง 7 กลุ่มรายสาขา ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มเกษตรและอาหาร กลุ่มท่องเที่ยวและบริการ กลุ่มการเงินและตลาดทุน กลุ่มการศึกษา กลุ่มวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมการประชุม 23 ครั้ง ผู้เข้าร่วมทั้งหมด 877 คน จาก 770 องค์กร ภายใต้ระยะเวลาเดือนมิถุนายน ถึง พฤศจิกายน 2564 โดยกระบวนการสร้างพื้นที่หารือเริ่มจากการประชุมกลุ่มเริ่ม ตั้งประเด็น (Agenda) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละกลุ่มรายสาขา นำไปสู่จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Circular Economy Innovation Policy) แต่ละกลุ่มราสาขาและออกแบบแนวทาง/โปรแกรมการทำงานร่วมกันของเครือข่ายเพื่อสร้างระบบนิเวศเอื้อต่อขับเคลื่อนร่วมกันของภาคส่วนต่าง ๆ พัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายภาพรวมของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เหมาะสมกับประเทศไทยร่วมกัน
  • รายงานแนวทางการติดตามและประเมินผลเชิงระบบตามหลักการ Blue Marble Evaluation (BME)” นำเสนอเกี่ยวกับแนวทางการติดตามและประเมินผลเชิงระบบที่มองโลกทั้งใบหรือระบบขนาดใหญ่เป็นหน่วยที่ได้รับการประเมิน โดยมีตัวอย่างประเด็นที่สำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขจัดความยากจน ระบบเกษตรและอาหาร เป็นต้น โดย สอวช. มีแนวคิดในการนำแนวทางการติดตามและประเมินผลเชิงระบบตามหลักการ BME มาพัฒนาต่อยอดเพื่อประยุกต์ใช้กับการติดตามและประเมินผลการขับเคลื่อนด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ของประเทศต่อไป
  • รายงานฉบับสมบูรณ์ “โครงการการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมผ่านมาตรการบัญชีนวัตกรรมไทย” ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารจัดการด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระหว่าง สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ กับ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โดยได้ศึกษาภาพรวมและผลกระทบของมาตรการบัญชีนวัตกรรมไทย ในอุตสาหกรรมที่สำคัญ เช่น ยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ซึ่งเป็นหมวดผลงานที่ขึ้นทะเบียนในบัญชีนวัตกรรมไทยมากที่สุด และได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการสนับสนุนมาตรการบัญชีนวัตกรรมไทย โดยคณะทำงานภายใต้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG Model สาขาเครื่องมือแพทย์ ได้นำไปพิจารณาปรับปรุงระบบบัญชีนวัตกรรมไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป
  • กรอบนโยบายนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน: วิสัยทัศน์ พ.ศ. 2573 หรือ Circular Economy Innovation Ecosystem: Vision 2030 จัดทำโดยสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เพื่อเป็นหนึ่งในกิจกรรมขับเคลื่อนนโยบาย Bio-Circular-Green Economy (BCG) อันเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยประกอบไปด้วย 1. การทบทวนและวิเคราะห์ ได้แก่ 1) ความสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียนกับอนาคตของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย 2) บทเรียนเศรษฐกิจหมุนเวียนจากต่างประเทศ 3) แนวทางการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนนของไทย 2. ข้อเสนอการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุุนเวียนของไทย ได้แก่ 1) กรอบเป้าหมายเชิงยุุทธศาสตร์เศรษฐกิจหมุุนเวียนปี ค.ศ. 2030 2) แผนที่นำทางการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม ฯ 3) 7 Flagships 4) แนวทางการขับเคลื่อนแผนที่่นำทางการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุุนเวียน
  • รายงานสรุปผลการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำ แผนที่นำทางนวัตกรรมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม จัดทำขึ้นเนื่องจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งเป็นความท้าทายใหญ่ระดับโลก เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศโลก โดยก๊าซเรือนกระจกได้ดูดซับและกักเก็บความร้อนที่แผ่ออกจากโลก ส่งผลให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น เกิดเป็นภาวะโลกร้อน (Global Warming) สาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาจากกิจกรรมของมนุษย์ทั้งการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การตัดไม้ทำลายป่า และการทำปศุสัตว์เชิงอุตสาหกรรม ซึ่งเร่งให้เกิดภาวะโลกร้อน ส่งผลเชิงลบหลายประการ เช่น การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล สภาพอากาศที่มีความแปรปรวนเพิ่มมากขึ้น และสภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตต่างๆ อย่างมาก รายงานฉบับนี้จึงถูกจัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
  • สมุดปกขาว “กลไกการส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) เพื่อสร้างความยั่งยืนในท้องถิ่นด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” จัดทำโดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ สถาบันอนาคตไทยศึกษา (Thailand Future Foundation) โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ เพื่อเสริมความเข้าใจบริบทองค์รวมของสถานการณ์ทั้งบริบทต่างประเทศและประเทศไทยเนื้อหาสาระที่ปรากฏอยู่ในสมุดปกขาวฯ ฉบับนี้ เกิดจากการเรียนรู้นโยบายผ่านกระบวนการ Policy Lab เป็นกลไกสำคัญศึกษาเส้นทางวิสาหกิจ จากการกลั่นความคิด การมองปัญหาและหาโอกาสของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ ตลอดจนการระดมสมองเพื่อออกแบบนโยบายของกลุ่มภาคีวิสาหกิจที่เข้าร่วม ซึ่งจะช่วยในการเติมเต็มความรู้ พัฒนากลไก และต่อยอดนโยบายให้เกิดการใช้จริง โดยสมุดปกขาวฯ จะสามารถลดข้อจำกัด อุปสรรคของการดำเนินงาน และพลิกโฉมการพัฒนาธุรกิจและยกระดับครัวเรือน ตลอดจนมุ่งให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนท้องถิ่นเป็นสำคัญ ดังนั้น ในการดำเนินงานและความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่าย ทั้งภาคเอกชน ผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนในการหาแนวทางในการดำเนินนโยบาย เพื่อฟื้นคืนเศรษฐกิจและเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของภาคประชาสังคม มุ่งให้เกิดปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ประชากรไทยยืนอยู่ได้ด้วยตนเองอย่างเข้มแข็งต่อไปในอนาคต
  • แผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) จัดทำโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) ร่วมกับสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เพื่อเป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน ในการสร้างผลกระทบเชิงประจักษ์ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคม ชุมชนท้องถิ่นที่สอดคล้องกับความหลากหลายของแต่ละภูมิภาคของประเทศ โดย สอวช. สนับสนุนเครื่องมือและกระบวนการผ่านกลไก policy accelerator ในการพัฒนานโยบายและข้อริเริ่มใหม่ (policy formulation) ภายใต้แพลตฟอร์มพัฒนานโยบายนวัตกรรม Thailand Higher Education and Innovation Policy Accelerator (THIPA) ซึ่งแผนดังกล่าวจะนำไปสู่การกำหนดโครงการริเริ่มสำคัญ (initiative program) ในระดับภูมิภาคร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏในกลุ่มภูมิภาค และอาจเป็นจุดตั้งต้นในการจัดทำแผนปฏิบัติการในระดับสถาบันอุดมศึกษาที่มีความสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ในภาพรวมของมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง ที่ได้จัดทำขึ้นต่อไป เพื่อนำไปสู่การส่งเสริมให้กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบในวงกว้างและตอบโจทย์สำคัญของประเทศ รวมถึงสามารถดำเนินการตามพันธกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนของบริบทโลก ผ่านการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน
  • บทสรุปเชิงนโยบาย (Policy brief) โครงการพัฒนานวัตกรรมเชิงระบบเพื่อรองรับระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดธรรมาภิบาลและคามมั่นคง ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และจากการวิจัยเชิงนโยบายและการออกแบบเชิงระบบโดยอาศัยข้อมูลจากโครงการความร่วมมือภายใต้บันทึกข้อตกลง (MOU) การวิจัยเชิงนโยบาย ของ สอวช. กับ TDRI ในการพัฒนากรอบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประกอบในการศึกษาฯ ผ่านกระบวนการรวบรวมจากผู้เชี่ยวชาญและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องด้านต่างๆ รวมถึงผ่านสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบบริหารจัดการน้ำทั้งหมด จากการวิเคราะห์และสังเคราะห์จนได้ข้อสรุปสถานภาพระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยในปัจจุบัน ช่องว่างระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างการจัดการน้ำกับประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการน้ำ และข้อเสนอแนะภายใต้บริบทการบริหารจัดการน้ำ โดยวิเคราะห์ตามหลักการธรรมาภิบาลน้ำ (Water Governance; OECD 2021) ซึ่งประกอบด้วยแนวทางการปรับโครงสร้างเชิงระบบและกลไกการทำงานในมิติต่างๆ ได้แก่ นโยบายและมาตรการ กฏหมาย และโครงสร้างองค์กร รวมถึงเสนอปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง (External factors) เพื่อขับเคลื่อนและนำไปสู่การปรับปรุงระบบบริหารจัดการน้ำ
  • สมุดปกขาว กลไกการขยับสถานะทางสังคมของประชากรกลุ่มฐานราก: บทบาทองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร จัดทำเป็นรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ ที่จัดทำโดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย และ สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อศึกษาบทบาทขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (Non Governmental Organizations หรือ NGOs) ในการขยับสถานะทางสังคมของประชากรกลุ่มฐานราก รวมทั้งศึกษาความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และอุดมศึกษา เพื่อนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการขยับสถานะทางสังคมของประชาชนกลุ่มฐานราก โดยมุ่งหวังให้องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อการส่งเสริมแนวทางการขยับสถานะทางสังคมโดยเฉพาะประชาชนกลุ่มฐานราก ซึ่งจะช่วยเสริมกลไกการทำงานของภาคส่วนอื่น ๆ อันจะช่วยสร้างกลไกการส่งเสริมการขยับสถานะทางสังคมของประชาชนกลุ่มฐานรากอย่างมีประสิทธิผลและยั่งยืนต่อไป
  • ของสถาบันอุดมศึกษาไทยในอนาคต” อันประกอบด้วย 1. นโยบายและแนวทางการพัฒนาด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ 2. ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบและวิธีการจัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาในอนาคต 3. การเปลี่ยนแปลงกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ใช้สอยของสถาบันอุดมศึกษา 4. ภารกิจและบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาสำหรับอนาคต และ 5. แนวทางการออกแบบพื้นที่ใช้สอยของสถาบันอุดมศึกษาให้เพียงพอสามารถตอบสนองต่อวัตถุประสงค์การใช้งานที่หลากหลายและสอดรับกับบริบทการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งการออกแบบพื้นที่ใช้สอยโดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคอุตสาหกรรม (Industrial Participation) และการมีส่วนร่วมของชุมชน (Community Participation) ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเป็นกรอบแนวทางในกำหนดแนวทางการพัฒนาพื้นที่ใช้สอยของสถาบันอุดมศึกษาให้ก่อเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด และยังจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุดมศึกษาไทยให้สอดรับกับวิวัฒนาการการจัดการศึกษาทั้งในปัจจุบันและอนาคตในมิติอื่น ๆ ด้วย
  • โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ จัดทำขึ้นเพื่อสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะสูงสำหรับอุตสาหกรรม New Growth Engine ตามนโยบาย Thailand 4.0 และการปฏิรูปการอุดมศึกษาไทย เป็นหลักสูตรที่ผสมผสานสัดส่วนของวิชาการและวิชาชีพอย่างลงตัว สร้างโอกาสนักศึกษา​ได้เรียนรู้การปฏิบัติงานจริงที่ตรงกับความต้องการตลาดแรงงาน พร้อมเพิ่มอาชีพให้คนวัยทำงาน เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต​ (lifelong learning)
  • คณะรัฐมนตรีมีมติ ดังนี้ 1. อนุมัติหลักการ 1.1 ร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 1.2 ร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 1.3 ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 1.4 ร่างพระราชบัญญัติสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  • โครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เล็งเห็นความสำคัญที่จะสร้างให้เกิดความร่วมมือทางวิชาการเพื่อการเรียนการสอนออนไลน์ในระบบเปิดสำหรับมหาชน (MOOC) เพื่อให้เกิดการแบ่งปันทรัพยากรสื่อการเรียนรู้ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลายสาขาวิชาเกิดความร่วมมือกันในการพัฒนาและจัดการเรียนการสอนออนไลน์ระบบเปิด สำหรับมหาชนและร่วมกัน ในการพัฒนาระบบกลางในการจัดการเรียนการสอน กระบวนการวัดและประเมินผล มีการจัดเก็บฐานข้อมูลผู้เข้าเรียนและประวัติ และผลการเรียน จำนวนหน่วยกิตรายวิชาพร้อมทั้งข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษา พัฒนาไปสู่ความร่วมมือในการเรียนการสอนในหลักสูตรที่มีหน่วยกิต การลงทะเบียนเรียนรายวิชาข้ามสถาบันอุดมศึกษา การถ่ายโอนหน่วยกิตระหว่างสถาบันอุดมศึกษา ฯลฯ
  • โครงการที่เกิดจากการรวมพลังทุกภาคส่วนของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระดม “ของดีและคนดี” กองหนุนฟันฝ่าวิกฤตโควิด ดึงจิตอาสาอาสาสมัคร ช่วยผู้ป่วยพร้อมส่งยาสมุนไพรและอุปกรณ์จำเป็น ที่อยากจะส่งต่อ ‘กำลังใจ’ และความช่วยเหลือทั้ง 3 สิ่งนี้ แก่พี่น้องประชาชนคนไทยให้ผ่านวิกฤตโควิดนี้ไปด้วยกัน
  • คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายพาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2562
  • คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้วิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขาธรณีวิทยาและสาขาอนามัยสิ่งแวดล้อม เป็นวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม เพิ่มเติม เพื่อเป็นการส่งเสริมและควบคุมการประกอบวิชาชีพดังกล่าว รวมทั้งเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดีของประชาชน ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้
  • คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดการแบ่งระดับ การกำหนดคุณวุฒิ และการอนุญาตเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดการแบ่งระดับและการกำหนดคุณวุฒิของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี และกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาต การขอต่ออายุใบอนุญาต และการต่ออายุใบอนุญาตเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้
  • คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการการอุดมศึกษา รวม 11 คน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ (10 มีนาคม 2563) เป็นต้นไป ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอ ดังนี้ 1. ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณอุดม คชินทร ประธานกรรมการ 2. ศาสตราจารย์ปริญญา จินดาประเสริฐ กรรมการ 3. รองศาสตราจารย์ประดิษฐ์ วรรณรัตน์ กรรมการ 4. รองศาสตราจารย์ศักรินทร์ ภูมิรัตน กรรมการ 5. นายเจษฎ์ โทณะวณิก กรรมการ 6. ศาสตราจารย์ชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการ 7. รองศาสตราจารย์พีระพงศ์ ทีฆสกุล กรรมการ 8. ศาสตราจารย์วิชัย ริ้วตระกูล กรรมการ 9. นายสุเมธ แย้มนุ่น กรรมการ 10. นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ กรรมการ 11. นายอิสระ ว่องกุศลกิจ กรรมการ
  • คณะรัฐมนตรีมีมติ ดังนี้ 1. อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงความปลอดภัยในการดำเนินงานสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ที่ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับความปลอดภัยในการดำเนินการสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ที่ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย โดยกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามร่างกฎกระทรวงนี้ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและปลอดภัยต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ 2. ให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมรับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่เห็นควรประชาสัมพันธ์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานตามข้อกฎหมายได้อย่างถูกต้อง เมื่อกฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับ ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
  • คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดสารประกอบหรือสารผสมของยูเรเนียมหรือทอเรียม เพื่อให้สารประกอบหรือสารผสมนั้นเป็นวัสดุต้นกำลัง พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้สารประกอบหรือสารผสมของยูเรเนียมที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ยูเรเนียมด้อยสมรรถนะหรือทอเรียม เป็นวัสดุต้นกำลัง ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้
  • คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ผู้ครองตำแหน่งอยู่เดิมขอลาออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอ
  • กระทรวงการอุดมศึกชา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อโครงการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวเพื่อใช้เป็นมาตรการทางเลือกแทนการลงโทษจำคุก ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ ทั้งนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ มีข้อคิดเห็นและข้อสังเกตเพิ่มเติมในประเต็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในกระบวนการควบคุมในชุมชนด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว ดังนี้ 1. การเช่าใช้อุปกรณ์ EM พร้อมระบบที่เกี่ยวข้อง จำนวน 30,000 เครื่องนั้น ควรพิจารณา เพิ่มเติมในเรื่องของ "ระบบที่เกี่ยวข้อง" ในการสนับสนุนการใช้งานตังกล่าว เนื่องจากระบบที่เกี่ยวข้อง ตามข้อกำหนด (TOR) อาจมีความเกี่ยวโยงกับการส่งข้อมูลโดยอุปกรณ์ EM จึงควรพิจารณาหาทางป้องกันการผูกขาด"ระบบที่เกี่ยวข้องและเครื่องอุปกรณ์ EM" โคยควรกำหนดให้มีการเปิดเผยรูปแบบและวิธีการส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ EM ไปยังระบบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้แก่ เครื่องแม่ช่าย (Server) ระบบควบคุม และโปรแกรมควบคุมระบบการทำงานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (Software Management) หรือกำหนดวิธีการเข้าถึงข้อมูลที่สามารถใช้งานร่วมกันได้ เช่น มีการพัฒนาระบบส่วนกลางในลักษณะ Web Application หรือมี Application Programming Interface (AP1) ที่เปิดโดยให้มีการบันทึกหรือทำเอกสารเป็นข้อมูลที่สามารถให้ทางหน่วยราชการนำมาใช้กำหนดวิธีการส่งข้อมูลให้กับผู้ผลิตรายอื่น ๆ ได้ด้วย หรือเปิดเผยชอร์สโค้ดให้กับทางหน่วยงานผู้จัดหา เพื่อให้หน่วยราชการนำไปพัฒนาต่อไต้ เพื่อให้ในอนาคตหากมีการปรับเปลี่ยนไปเช่าอุปกรณ์ EM ที่ผลิตโดยผู้ผลิตต่างรายกัน ยังคงสามารถทำหรือปรับให้ "ระบบที่เกี่ยวข้อง" สามารถใช้งานร่วมกันได้ รวมทั้งควรพิจารณาในเรื่องการบริหารความต่อเนื่องของการใช้งานอุปกรณ์และลดปัญหาการผูกชาดซองผู้ผลิตเพียงรายเดียว และก่อให้เกิดการแข่งชันในเรื่องราคาจากผู้ผลิตหลายรายได้ รวมถึงส่วนของโปรแกรมที่มีการเข้าหรือถอดรหัสข้อมูลที่ส่งมาจากอุปกรณ์ EM ควรมีมาตรฐานหรือข้อกำหนดที่ชัดเจนที่สามารถใช้ร่วมกันหรือปรับใช้ใด้ และควรพิจารณาการคำนึงถึงการดูแลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Pirvacy) และการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล (Security) และการดูแลข้อมูลที่จัดเก็บในระบบคลาวน์ของผู้ให้บริการให้เป็นไปตามมาตรฐานด้วย 2. สำหรับข้อเสนอโครงการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐที่มีมูลค่าเกินกว่า 100 ล้านบาทขึ้นไปโครงการการนำอุปกรณ์อิเล็กทรนิกส์ติตตามตัวมาใช้เพื่อเป็นมาตรการทางเลือกแทนการสงโทษจำคุกมีข้อเสนอแนะ ดังนี้ 2.1 หน้า 18 ตารางเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในประเด็บคำบริการเครือร่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีค่ารายเดือน 1500 บาทต่อเดือน ควรพิจารณาให้เหมาะสมกับกิจกรรมและปริมาณข้อมูล เนื่องจากในปัจจุบันนั้นค่าบริการรายเดือนเฉลี่ยของผู้ให้บริการหลายรายลดลงต่ำกว่าเดิมมาก 2.2 หน้า 14 ข้อ 6.2 ลักษณะและปริมาณงาน (ปริมาณข้อมูล ความดีในการเรียกไช้ข้อมูลกลุ่มผู้ใช้งาน จำนวนผู้ใช้งานทั้งหมด และจำนวนผู้ใช้งานสูงสุดในเวลาเดียวกัน) ควรพิจารมาจากขนาดอุปกรณ์และความเหมาะสมของข้อมูลที่ถูกส่งมาจากอุปกรณ์ EM ว่ามีขนาคกี่ไบค์ (Byte) ในการสื่อสารหนึ่งครั้ง เพื่อส่งข้อมูลให้กับโปรแกรมควบคุมระบบการทำงานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว โดยตรวจสอบข้อมูลจากผู้ผลิตเพื่อนำมาคำนวณปริมาณข้อมูลที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด ทั้งนี้ ควรพิจารณาปริมาณข้อมูลของเครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่ายที่จะทำการเชื่อมต่อเข้ามาดูข้อมูลหรือรับข้อมูลจากเครื่องแม่ช่ายที่ให้บริการโปรแกรมควบคุมระบบการทำงาน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว เพื่อให้สามารถรองรับการดูแลผู้ถูกคุมประพฤติได้พร้อมๆ กัน ทั่วประเทศ รามทั้งการเช่าวงจรสื่อสารให้สามารถรองรับปริมาณข้อมูลที่จะถูกเรียกออกหรือส่งเข้าระบบได้เพียงพอ 2.3 ภาคผนวกหน้า 7 ควรพิจารณาค่าใช้จ่ายกรณีส่งข้อมูลแจ้งเดือนผ่านระบบแจ้งเตือนผ่านอุปกรณ์อัจฉริยะ หรือ ระบบแจ้งเตือนผ่านอุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Devices) เช่น ค่าบริการ SMS จากระบบ ซึ่งอาจจะมีปริมาณหรือจำนวนที่ไม่แน่นอน 2.4 ภาคผนวกหน้า 10.16 ตารางเปรียบเทียบรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะ มีการปรับลดข้อความ "หรือมีอุปกรณ์เสริมที่ช่วยในการทำงานดังกล่าว" และ "อุปกรณ์เสริม (ถ้ามี)" ออกจากข้อความเดิม ครรพิจารณาตรวจสอบว่าควรคงไว้หรือไม่ เนื่องจากในบางระบบอาจจะมีอุปกรณ์ไปติดตั้ง ณ ที่อยู่ของผู้ถูกคุมประพฤติตามแผนภาพรูป EM Nerwork Intar Solution เช่น Wi-Fi Detector in House และ RFID Techndlogy ซึ่งในส่วนนี้ถือว่าเป็นอุปกรณ์เสริม
  • หนังสือราชการที่ อว(ปคร)0213/2578 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 กล่าวถึง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอต่อคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับการขอความเห็นชอบแผนอัตรากำลังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และคณะในศูนย์สุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 - 2570 โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนอัตรากำลังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และคณะในศูนย์สุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 - 2570 จำนวน 1,058 อัตรา งบประมาณทั้งสิ้น 352,498,800 บาท (สามร้อยห้าสิบสองล้านสี่แสนเก้าหมื่นแปดพันแปดร้อยบาทถ้วน)
  • ร่างกฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม การแต่งตั้ง การพ้นจากตำแหน่งของประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และการทำบัญชีสำรองเพื่อเลื่อนขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระในคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา พ.ศ.. เข้าข่ายที่จะต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 มาตรา 4 (5) ร่างกฎกระทรวงเกี่ยวกับนโยบายสำคัญที่คณะรัฐมนตรีกำหนด 1. กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา 2. กำหนดการแต่งตั้ง วาระการดำรงตำแหน่งของประธานกรรมกรร และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษาคราวละสี่ปี และอาจได้รับการแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน 3. กำหนดเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่งของประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา 4. กำหนดวิธีการได้มาซึ่งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา โดยให้คณะกรรมการการอุดมศึกษามีหน้าที่ในการเสนอชื่อผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต่อรัฐมนตรี 5. กำหนดการจัดทำบัญชีสำรองเพื่อการเลื่อนขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระในคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา