Items
Tag
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสาตร์ วิจัยและนวัตกรรม
-
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 120 ตอนที่ 23 ง หน้า 1 เรื่องการเปลี่ยนประเภทสถาบันอุดมศึกษาเอกชน จากวิทยาลัยนานาชาติชิลเลอร์-แสตมฟอร์ด เป็น มหาวิทยาลัยนานาชาติชิลเลอร์-แสตมฟอร์ด ประกาศ ณ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 -
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 120 ตอนพิเศษ 35 ง หน้า 30-31 เรื่อง กรรมการสภาการพยาบาลลาออก (รศ.ดร. จินตนา ยูนิพันธ์ และทบวงมหาวิทยาลัย เสนอรายชื่อ รศ. สุปาณี เสนาดิสัย ผู้แทนทบวงมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสมาชิกสามัญแทนตำแหน่งกรรมการที่ว่างลง ประกาศ ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 -
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 120 ตอนพิเศษ 41 ง หน้า 29-31 เรื่องการให้บริการข้อมูลสารสนเทศ การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ทบวงมหาวิทยาลัย ประกาศ ณ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2545 -
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 120 ตอนที่ 56 ง หน้า 22 เรื่องการเปลี่ยนประเภทสถาบันอุดมศึกษาเอกชน จากวิทยาลัยเมืองหาดใหญ่ เป็น มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ประกาศ ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2546 -
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 120 ตอนที่ 71 ง หน้า 12 เรื่องการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ของมหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประกาศ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2546 -
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 121 ตอนที่ 73 ง หน้า 66-67 เรื่องทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของ "มูลนิธิส่งเสริมทบวงมหาวิทยาลัย" ประกาศ ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2547 -
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 121 ตอนพิเศษ 69 ก หน้า 1-13 เรื่องกฎกระทรวงว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๗ -กฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๐๗ ปรับปรุงโครงสร้างการบริหารราชการให้สอดคล้องการโอนทบวงมหาวิทยาลัยไปเป็นของสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2547 -
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 123 ตอนที่ 42 หน้า 80-81 เรื่องคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 112/2519 เรื่อง กรรมการสภาการพยาบาลพ้นวาระการดำรงตำแหน่งโดยการลาออกและทบวงมหาวิทยาลัย (คณะกรรมการการอุดมศึกษา) เสนอรายชื่อผู้แทนทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสมาชิกสามัญแทนตำแหน่งกรรมการที่ว่างลง ประกาศ ณ วันที่ 21 มีนาคม 2549 -
รายงานการพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ 2564 นำเสนอรายละเอียดสำคัญอันประกอบด้วย บทที่ 1 อววน. กับการพัฒนาประเทศ มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการสรุปภาพรวมการนำศักยภาพด้าน อววน. มาใช้เพื่อเตรียมความพร้อมเผชิญกับความท้าทายที่เกิดขึ้น และรายงานความก้าวหน้าการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศด้าน อววน. ในเวทีนานาชาติ เป็นต้น บทที่ 2 สร้างความสามารถ ววน. สู่การเก็บเกี่ยวผลในสาขาที่ประเทศไทยมีศักยภาพ มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการสะท้อนขีดความสามารถด้าน ววน. ของไทยในการสร้างศักยภาพให้แก่ภาคส่วนต่าง ๆ รวมไปถึงการวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่ออนาคต บทที่ 3 ปรับกระบวนทัศน์การอุดมศึกษาสำหรับโลกยุคการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกโฉม มีสาระสำคัญเกี่ยวกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อการพัฒนาอุดมศึกษา ที่นำไปสู่การดำเนินการต่าง ๆ ของสถาบันอุดมศึกษา บทที่ 4 การปฏิรูประบบ อววน. เพื่อวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบ อววน. ใน 6 ด้าน คือ การปรับโครงสร้างหน่วยงาน, การจัดทำนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนเพื่อเป็นทิศทางการพัฒนา อววน. ของประเทศ, การพัฒนาระบบงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผน, การจัดระบบติดตามและประเมินผลเพื่อติดตามและประเมินผลนโยบายและยุทธศาสตร์ด้าน อววน., การเชื่อมโยงข้อมูล อววน.ทั้งระบบ, และการพัฒนาปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ และบทที่ 5 ภาพรวมการดำเนินการที่ผ่านมาและแนวทางการพัฒนา อววน. ในอนาคต มีสาระสำคัญเกี่ยวกับภาพรวมการดำเนินงานของ อววน. ในช่วงที่ผ่านมาและแนวทางการพัฒนาในระยะ 5 ปีข้างหน้า -
การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) เพื่อรองรับการพลิกโฉมฉับพลันและวิกฤตการณ์โลก” ฉบับ Booklet นำเสนอสถานการณ์โลกที่ส่งผลต่อความต้องการกำลังคนและรูปแบบการเรียนรู้แบบใหม่ ที่ต้องการระบบส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เอื้อให้คนได้พัฒนาทักษะให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และนำมาสู่การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่มุ่งตอบกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ครอบคลุมทุกช่วงวัย ประกอบด้วย เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ซึ่งรวมถึงเด็กและเยาวชนกลุ่มเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา นักศึกษา กำลังแรงงาน และผู้สูงอายุ ซึ่งรวมถึงผู้ที่กำลังจะเข้าสู่วัยสูงอายุ รวมถึงการออกแบบกลยุทธ์สำหรับสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะกลุ่มเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยรายงานการศึกษาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาต่อยอดการจัดทำนโยบาย มาตรการและกลไกส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศไทยต่อไป -
การพัฒนาระบบนิเวศการร่วมลงทุนในธุรกิจฐานนวัตกรรมของประเทศไทย: เร่งยกระดับประเทศไทยสู่สเกลอัพ 2030 จัดทำขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง สอวช. และทีมนักวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นการศึกษาวิจัยเชิงลึกของระบบนิเวศการร่วมลงทุนในธุรกิจฐานนวัตกรรมในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2543-2564 ได้ระบุเป้าหมายสร้างบริษัทที่มีอัตราการเติบโตสูงหรือสเกลอัพมากขึ้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการเติบโตของ GDP ประเทศไทย พร้อมประเด็นความท้าทายและโอกาสจากผลการสร้างธุรกิจฐานนวัตกรรมจากอดีตถึงปัจจุบัน สรุปปัจจัยแห่งความสำเร็จ ข้อเสนอกลไกพัฒนาระบบนิเวศการร่วมลงทุนที่สอดรับกับความต้องการและลดความเสี่ยงให้กับผู้มีส่วนได้เสียสำคัญในระบบนิเวศนี้ อีกทั้งเสนอนโยบายและแนวทางเร่งให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงจากประเทศที่มีธุรกิจสตาร์ทอัพ สามารถสเกลอัพได้ภายในปี 2573 ด้วยความร่วมมือกันของภาคเอกชน รัฐ มหาวิทยาลัยในการสร้างสรรค์เส้นทางสนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศไทย โดยกลยุทธ์ 3 ด้าน คือ กลยุทธ์บริหารทุนมนุษย์ความสามารถสูง (Talent) กลยุทธ์ส่งเสริมการสเกลอัพ (Ease of Doing Scale-Up) และกลยุทธ์การสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยง (Availability of Funding) นอกจากนี้ การส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยทำการร่วมลงทุนกับธุรกิจฐานนวัตกรรมผ่านกลไก Holding Company เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการลงทุนที่สามารถนำมาใช้เพื่อผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ สร้างงาน และสร้างอุตสาหกรรมสาขาใหม่เป็นหัวรถจักรขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศในระยะยาว จากผลการศึกษาดังกล่าว สอวช. ได้นำมาจัดทำมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันอุดมศึกษาในการจัดตั้งและดำเนินการ Holding Company ได้อย่างคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน (Scale-Up) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาคเอกชน ภาคการศึกษา และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อนำพาประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจนวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ -
รายงานการศึกษาระบบอุดมศึกษาไทยในบริบทของประเทศพัฒนาแล้ว ฉบับที่ 1: การผลิตและพัฒนากำลังคนตามความต้องการของประเทศ เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายต่าง ๆ ที่หลายประเทศกำลังเผชิญ จากการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องทางด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล ในยุคของการใช้ชีวิตหลากหลายขั้น (Multistage Life) โดยมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (Coronavirus Disease: COVID-19) เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลัน ในขณะที่มีประเด็นความเหลื่อมล้ำที่เรื้อรังเป็นตัวฉุดรั้งความก้าวหน้า ส่งผลกระทบให้ระบบอุดมศึกษาต้อง Re-Adjust, Re-Position และ Reinvent ตัวเองให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยการผลิตบัณฑิตทั้งในและนอกวัยเรียนที่สามารถอยู่รอดและเติบโตในโลกที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและความไม่แน่นอน การพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมให้ทันสมัยต่อโลก การให้บริการวิชาการเพื่อประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม การเผยแพร่องค์ความรู้ตามหลักวิชาการต่อสาธารณะ รวมถึงการส่งเสริมการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นและของชาติ เพื่อทำให้ระบบอุดมศึกษาไทยสามารถก้าวเข้าสู่เวทีโลกได้อย่างเต็มศักยภาพ และเพื่อพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาไทยให้เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักในการพัฒนาไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งเนื้อหาแบ่งออกเป็น 5 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย1. สถานภาพและการปรับตัวของระบบอุดมศึกษาในประเทศไทย 2. สถานการณ์ของโลกและการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อการอุดมศึกษา 3. นวัตกรรมระบบอุดมศึกษาในศตวรรษที่ 21 พร้อมบทสรุปนวัตกรรมระบบอุดมศึกษาในศตวรรษที่ 21 4. ทิศทางการพัฒนาระบบอุดมศึกษาเพื่อพัฒนากำลังคนตามความต้องการของประเทศ 5. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายระดับชาติ และทิศทางสำหรับสถาบันอุดมศึกษาไทยในอนาคต -
รายงาน Circular Economy Policy Forum Report 2022 เป็นการรวบรวมและประมวลข้อมูลเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ได้จากการประชุมหารือภายใต้โครงการบูรณาการและขับเคลื่อนภาคส่วนของไทยสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือโครงการ Circular Economy Innonvation Policy Forum ภายใต้ข้อตกลงบันทึกความร่วมมือ (ระยะเวลา 5 ปี มีนาคม พ.ศ. 2564 ถึง มีนาคม พ.ศ. 2567) “โครงการพัฒนาแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน” ระหว่างสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กับ สมาคมส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (ประเทศไทย) กิจกรรม โครงการฯ เริ่มดำเนิน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2564 มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนา Circular Economy Innovation Forum ให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และระดมความคิดเห็นให้เกิดการตั้งประเด็น (Agenda) เพื่อระดมความคิดในการเสนอแนะเชิงนโยบายในการบูรณาการและขับเคลื่อนภาคส่วนของไทยสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน และพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยกิจกรรมหลักของโครงการฯ นี้เป็น การสร้างพื้นที่หารือโดยการจัดประชุมกลุ่มรายสาขาประมาณ 3 ครั้ง ทั้ง 7 กลุ่มรายสาขา ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มเกษตรและอาหาร กลุ่มท่องเที่ยวและบริการ กลุ่มการเงินและตลาดทุน กลุ่มการศึกษา กลุ่มวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมการประชุม 23 ครั้ง ผู้เข้าร่วมทั้งหมด 877 คน จาก 770 องค์กร ภายใต้ระยะเวลาเดือนมิถุนายน ถึง พฤศจิกายน 2564 โดยกระบวนการสร้างพื้นที่หารือเริ่มจากการประชุมกลุ่มเริ่ม ตั้งประเด็น (Agenda) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละกลุ่มรายสาขา นำไปสู่จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Circular Economy Innovation Policy) แต่ละกลุ่มราสาขาและออกแบบแนวทาง/โปรแกรมการทำงานร่วมกันของเครือข่ายเพื่อสร้างระบบนิเวศเอื้อต่อขับเคลื่อนร่วมกันของภาคส่วนต่าง ๆ พัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายภาพรวมของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เหมาะสมกับประเทศไทยร่วมกัน -
รายงานแนวทางการติดตามและประเมินผลเชิงระบบตามหลักการ Blue Marble Evaluation (BME)” นำเสนอเกี่ยวกับแนวทางการติดตามและประเมินผลเชิงระบบที่มองโลกทั้งใบหรือระบบขนาดใหญ่เป็นหน่วยที่ได้รับการประเมิน โดยมีตัวอย่างประเด็นที่สำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขจัดความยากจน ระบบเกษตรและอาหาร เป็นต้น โดย สอวช. มีแนวคิดในการนำแนวทางการติดตามและประเมินผลเชิงระบบตามหลักการ BME มาพัฒนาต่อยอดเพื่อประยุกต์ใช้กับการติดตามและประเมินผลการขับเคลื่อนด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ของประเทศต่อไป -
รายงานฉบับสมบูรณ์ “โครงการการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมผ่านมาตรการบัญชีนวัตกรรมไทย” ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารจัดการด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระหว่าง สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ กับ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โดยได้ศึกษาภาพรวมและผลกระทบของมาตรการบัญชีนวัตกรรมไทย ในอุตสาหกรรมที่สำคัญ เช่น ยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ซึ่งเป็นหมวดผลงานที่ขึ้นทะเบียนในบัญชีนวัตกรรมไทยมากที่สุด และได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการสนับสนุนมาตรการบัญชีนวัตกรรมไทย โดยคณะทำงานภายใต้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG Model สาขาเครื่องมือแพทย์ ได้นำไปพิจารณาปรับปรุงระบบบัญชีนวัตกรรมไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป -
กรอบนโยบายนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน: วิสัยทัศน์ พ.ศ. 2573 หรือ Circular Economy Innovation Ecosystem: Vision 2030 จัดทำโดยสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เพื่อเป็นหนึ่งในกิจกรรมขับเคลื่อนนโยบาย Bio-Circular-Green Economy (BCG) อันเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยประกอบไปด้วย 1. การทบทวนและวิเคราะห์ ได้แก่ 1) ความสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียนกับอนาคตของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย 2) บทเรียนเศรษฐกิจหมุนเวียนจากต่างประเทศ 3) แนวทางการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนนของไทย 2. ข้อเสนอการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุุนเวียนของไทย ได้แก่ 1) กรอบเป้าหมายเชิงยุุทธศาสตร์เศรษฐกิจหมุุนเวียนปี ค.ศ. 2030 2) แผนที่นำทางการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม ฯ 3) 7 Flagships 4) แนวทางการขับเคลื่อนแผนที่่นำทางการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุุนเวียน -
รายงานสรุปผลการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำ แผนที่นำทางนวัตกรรมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม จัดทำขึ้นเนื่องจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งเป็นความท้าทายใหญ่ระดับโลก เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศโลก โดยก๊าซเรือนกระจกได้ดูดซับและกักเก็บความร้อนที่แผ่ออกจากโลก ส่งผลให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น เกิดเป็นภาวะโลกร้อน (Global Warming) สาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาจากกิจกรรมของมนุษย์ทั้งการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การตัดไม้ทำลายป่า และการทำปศุสัตว์เชิงอุตสาหกรรม ซึ่งเร่งให้เกิดภาวะโลกร้อน ส่งผลเชิงลบหลายประการ เช่น การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล สภาพอากาศที่มีความแปรปรวนเพิ่มมากขึ้น และสภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตต่างๆ อย่างมาก รายงานฉบับนี้จึงถูกจัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว -
สมุดปกขาว “กลไกการส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) เพื่อสร้างความยั่งยืนในท้องถิ่นด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” จัดทำโดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ สถาบันอนาคตไทยศึกษา (Thailand Future Foundation) โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ เพื่อเสริมความเข้าใจบริบทองค์รวมของสถานการณ์ทั้งบริบทต่างประเทศและประเทศไทยเนื้อหาสาระที่ปรากฏอยู่ในสมุดปกขาวฯ ฉบับนี้ เกิดจากการเรียนรู้นโยบายผ่านกระบวนการ Policy Lab เป็นกลไกสำคัญศึกษาเส้นทางวิสาหกิจ จากการกลั่นความคิด การมองปัญหาและหาโอกาสของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ ตลอดจนการระดมสมองเพื่อออกแบบนโยบายของกลุ่มภาคีวิสาหกิจที่เข้าร่วม ซึ่งจะช่วยในการเติมเต็มความรู้ พัฒนากลไก และต่อยอดนโยบายให้เกิดการใช้จริง โดยสมุดปกขาวฯ จะสามารถลดข้อจำกัด อุปสรรคของการดำเนินงาน และพลิกโฉมการพัฒนาธุรกิจและยกระดับครัวเรือน ตลอดจนมุ่งให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนท้องถิ่นเป็นสำคัญ ดังนั้น ในการดำเนินงานและความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่าย ทั้งภาคเอกชน ผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนในการหาแนวทางในการดำเนินนโยบาย เพื่อฟื้นคืนเศรษฐกิจและเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของภาคประชาสังคม มุ่งให้เกิดปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ประชากรไทยยืนอยู่ได้ด้วยตนเองอย่างเข้มแข็งต่อไปในอนาคต -
แผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) จัดทำโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) ร่วมกับสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เพื่อเป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน ในการสร้างผลกระทบเชิงประจักษ์ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคม ชุมชนท้องถิ่นที่สอดคล้องกับความหลากหลายของแต่ละภูมิภาคของประเทศ โดย สอวช. สนับสนุนเครื่องมือและกระบวนการผ่านกลไก policy accelerator ในการพัฒนานโยบายและข้อริเริ่มใหม่ (policy formulation) ภายใต้แพลตฟอร์มพัฒนานโยบายนวัตกรรม Thailand Higher Education and Innovation Policy Accelerator (THIPA) ซึ่งแผนดังกล่าวจะนำไปสู่การกำหนดโครงการริเริ่มสำคัญ (initiative program) ในระดับภูมิภาคร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏในกลุ่มภูมิภาค และอาจเป็นจุดตั้งต้นในการจัดทำแผนปฏิบัติการในระดับสถาบันอุดมศึกษาที่มีความสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ในภาพรวมของมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง ที่ได้จัดทำขึ้นต่อไป เพื่อนำไปสู่การส่งเสริมให้กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบในวงกว้างและตอบโจทย์สำคัญของประเทศ รวมถึงสามารถดำเนินการตามพันธกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนของบริบทโลก ผ่านการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน -
บทสรุปเชิงนโยบาย (Policy brief) โครงการพัฒนานวัตกรรมเชิงระบบเพื่อรองรับระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดธรรมาภิบาลและคามมั่นคง ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และจากการวิจัยเชิงนโยบายและการออกแบบเชิงระบบโดยอาศัยข้อมูลจากโครงการความร่วมมือภายใต้บันทึกข้อตกลง (MOU) การวิจัยเชิงนโยบาย ของ สอวช. กับ TDRI ในการพัฒนากรอบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประกอบในการศึกษาฯ ผ่านกระบวนการรวบรวมจากผู้เชี่ยวชาญและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องด้านต่างๆ รวมถึงผ่านสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบบริหารจัดการน้ำทั้งหมด จากการวิเคราะห์และสังเคราะห์จนได้ข้อสรุปสถานภาพระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยในปัจจุบัน ช่องว่างระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างการจัดการน้ำกับประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการน้ำ และข้อเสนอแนะภายใต้บริบทการบริหารจัดการน้ำ โดยวิเคราะห์ตามหลักการธรรมาภิบาลน้ำ (Water Governance; OECD 2021) ซึ่งประกอบด้วยแนวทางการปรับโครงสร้างเชิงระบบและกลไกการทำงานในมิติต่างๆ ได้แก่ นโยบายและมาตรการ กฏหมาย และโครงสร้างองค์กร รวมถึงเสนอปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง (External factors) เพื่อขับเคลื่อนและนำไปสู่การปรับปรุงระบบบริหารจัดการน้ำ -
สมุดปกขาว กลไกการขยับสถานะทางสังคมของประชากรกลุ่มฐานราก: บทบาทองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร จัดทำเป็นรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ ที่จัดทำโดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย และ สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อศึกษาบทบาทขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (Non Governmental Organizations หรือ NGOs) ในการขยับสถานะทางสังคมของประชากรกลุ่มฐานราก รวมทั้งศึกษาความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และอุดมศึกษา เพื่อนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการขยับสถานะทางสังคมของประชาชนกลุ่มฐานราก โดยมุ่งหวังให้องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อการส่งเสริมแนวทางการขยับสถานะทางสังคมโดยเฉพาะประชาชนกลุ่มฐานราก ซึ่งจะช่วยเสริมกลไกการทำงานของภาคส่วนอื่น ๆ อันจะช่วยสร้างกลไกการส่งเสริมการขยับสถานะทางสังคมของประชาชนกลุ่มฐานรากอย่างมีประสิทธิผลและยั่งยืนต่อไป