Items
Tag
โรงเรียนข้าราชการพลเรือน
-
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งแรกของประเทศไทยที่เปิดสอนหลักสูตรทางด้านการเกษตร ก่อตั้งขึ้นเป็นลำดับที่ 3 ของประเทศ แรกเริ่มเป็นโรงเรียนช่างไหม ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2447 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนการเพาะปลูก หลังจากนั้นรวมเข้ากับโรงเรียนแผนที่และโรงเรียนกรมคลองเป็น โรงเรียนเกษตราธิการ และถูกยุบรวมเข้ากับโรงเรียนข้าราชการพลเรีอนฯ ในปี พ.ศ. 2456 ต่อมาได้รับการก่อตั้งอีกครั้งในปี พ.ศ. 2460 ในนาม โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรม ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนมัธยมวิสามัญเกษตรกรรม และได้รับการยกฐานะเป็น วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถัดจากนั้นมา รัฐบาลได้ปรับปรุงและรวมกิจการของวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่เกษตรกลาง บางเขน กับโรงเรียนวนศาสตร์ จังหวัดแพร่ และสถาปนาเป็น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2486 ระยะแรก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เปิดสอนเฉพาะด้านการเกษตรเท่านั้น แต่ต่อมาได้ขยายสาขาวิชาครอบคลุมทั้งเกษตรศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิศวกรรมศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ บริหารธุรกิจ และงานบริการ ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2558 ซึ่งมีสภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ -
มหาวิทยาลัยแทบทั้งหมดทั่วโลกเกิดขึ้นจากพระราชบัญญัติหรือรัฐบัญญัติเพื่อการจัดตั้งมหาวิทยาลัย ซึ่งแต่ละประเทศตราขึ้นเพื่อการพัฒนาการอุดมศึกษา แต่มีมหาวิทยาลัยจำนวนน้อย ซึ่งถือกำเนิดจากพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันหนึ่งซึ่งอุบัติขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งสำนักหรือโรงเรียนฝึกหัดวิชาข้าราชการพลเรือน เมื่อ พ.ศ. 2442 นับเป็นเวลา 7 ปี หลังจากสมเด็จพระปิยมหาราชของคนไทยทั้งแผ่นดินได้พระราชทานพระบรมราโชบายให้ปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินเมื่อ พ.ศ. 2435 ต่อมาได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนมหาดเล็ก เมื่อ พ.ศ.2445 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษา และพระราชทานชื่อว่าโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ.2453 ครั้นได้ดำเนินการไปได้ดีพอควรพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ในสมเด็จพระบรมชนกาธิราช ซึ่งทรงมีพระราชปรารถนาจะให้มีมหาวิทยาลัยในกรุงสยาม ในประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กขึ้นเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ นั้นมีความข้อหนึ่งว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระบรมราชูปถัมภกแห่งโรงเรียนนี้” ด้วยเหตุนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงยึดเป็นแบบแผนประเพณีตลอดมาว่ามหาวิทยาลัยจะต้องทูลเกล้าฯ ถวายฉลองพระองค์ครุยพระบรมราชูปถัมภกแด่พระมหากษัตริย์ซึ่งทรงรับพระบรมราชาภิเษกแล้วทุกพระองค์ -
ประกาศประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย และโอนไปขึ้นอยู่ในกระทรวงธรรมการ -
มีพระบรมราโองการในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรัสเหนือเกล้าฯ ให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า สำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน ซึ่งสมเด็จพระชนกนาถพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชดำริ เริ่มตั้งขึ้นโดยพระราชปรารภที่จะทรงจัดการปกครองพระราชอาณาจักรให้ทันกาลสมัย จึงได้ทรงจัดการกระทรวงมหาดไทยรวมหัวเมืองรวมหัวเมืองซึ่งแยกย้ายสังกัดอยู่ในกระทรวงต่าง ๆ ตามความสะดวกในสมัยเดิมให้สังกัดอยู่แห่งเดียวกันเพื่อจัดการปกครองให้ลงระเบียบแบบอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการฝึกหัดกุลบุตรสำหรับรับราชการปกครองขึ้นใน กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่รัตนโกสินทรศก 118 ครั้นการปกครองหัวเมืองซึ่งได้จัดตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่รัตนโกสินทรศก 116 ดำเนินมาเป็นรูปเรียบร้อยขึ้น ความต้องการฝึกกุลบุตรสำหรับรับราชการยิ่งทวีขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แยกการฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือนจากกระทรวงมหาดไทย ตั้งเป็นโรงเรียนขึ้นต่างหาก เรียกว่า โรงเรียนมหาดเล็ก ตั้งแต่รัตนโกสินทรศก 121 มีกรรมการจัดการลงเป็นรูปแล้วจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลิกกรรมการมีผู้จัดการโดยลำพังต่อมา ตั้งแต่รัตนโกสินทรศก 126 โรงเรียนนั้นได้ฝึกหัดกุลบุตรเข้ารับราชการเป็นต้นรากของกระทรวงมหาดไทย เพียงพอแก่ความต้องการแล้ว มีแต่จะขยายวิชาให้สูงขึ้นต่อไป -
ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนากาล เป็นอดีตภาค 2458 พรรษา กาลปัตยุบัน จันทรโคจร ศศิสัมพัตศร มิศสิรมาษ กาลปักษ์ เตรสีดิถี จันทรวาร สุริยคติกาล มกราคมมาศ ตติยสุรทิน โดยกาลนิยม พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ เอกอรรคมหาบุรุษบรมราชาธิราช พินิตประชานารถมหาสมมตวงษ์ อดิศัยพงษ์วิมลรัตน์ วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรัตน บรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาตสังสุทธาเคราหณี จักรีบรมนาถจุฬาลงกรณ ราชวรางกูร บรมมกุฎนเรนทร์สูรสันตติวงษ์ วิสิฏสาธิตบุรพาธิการ อดุลยกฤษฎาภินิหารอดิเรกบุญฤทธิ์ ธัญลักษณ์วิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตตมางคประนตบาท บงกชยุคล ประสิทธิสรรพ ศุภผลอุดมบรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ บุริมศักดิ์สมญา เทพทวาราวดีศรีมหาบุรุษสุตสมบัติ เสนางคนิกรรัตน์อัศวโกศล ประพนธปรีชามัทวสมาจาร บริบูรณ์คุณสารสยมาทินคร วรุตเมกราชดิลกมหาปริวารนายก อนันตมหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษศิรินทร บรมชนกาดิศรสมมตประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตร ศิริรัตน โนปลักษณมหาบรมราชาภิเสกาภิสิต สรรพทศวิชิตไชย สถลมไหศวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทรามหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว อันได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติราชาภิเศกสืบสันตติวงศ์ เป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ 6 ในมหาจักรีพระบรมราชวงศ์ ซึ่งได้ประดิษฐาน และดำรงกรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์มหินทรายุธยามหาดิลกภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อันเป็นบรมราชธานีใหญ่ในประเทศสยามทั้งฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ และมลาวประเทศ มลายูประเทศ ทรงพระอนุสรณ์ คำนึงถึงโรงเรียนมหาดเล็ก ซึ่งสมเด็จพระบรมชนกาธิราชได้ทรงสถาปนาขึ้นไว้ เพื่อเป็นที่ฝึกหัดนักเรียนมหาดเล็กในวิชารัฐประศาสน์สำหรับออกรับราชการสนองพระเดชพระคุณ ในกระทรวงมหาดไทย เป็นอาทิ ว่าถึงเวลาแล้วที่จะขยายการโรงเรียนให้กว้างขวางออกไป สำหรับฝึกหัดมหาดเล็กให้เข้ารับราชการได้ทุกกระทรวงทบวงการจัดการโรงเรียนให้เป็นแผนกวิทยาต่าง ๆ เช่น รัฏประศาสน์ กฎหมาย การต่างประเทศ การเกษตร การช่าง การแพทย์ ครู เป็นต้น เพื่อจะได้เป็นมหาวิทยาลัยสง่าพระนครต่อไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กเดิมขึ้นเป็นโรงเรียนชั้นอุดมศึกษา พระราชทานนามว่าโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เฉลิมพระบรมนามาภิธัยในสมเด็จพระบรมชนกาธิราชเจ้า เป็นการสนองพระเดชพระคุณให้สมพระบรมราชประสงค์ ดังที่ได้ทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้แล้ว -
กล่าวถึงพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงปี พ.ศ. 2510 – 2519 ซึ่งเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้ทรงคุณวุฒิและนิสิตทุกปี และพระราชทานพระบรมราโชวาท เป็นข้อคิดให้ร่วมกันสร้างความเจริญมั่นคงในงานทุก ๆ ด้านบัณฑิตควรเป็นผู้นำและเป็นตัวอย่างของผู้มีหลักและเหตุผลในการดำเนินชีวิต -
หนังสือเล่มนี้กล่าวถึง ประวัติมหาวิทยาลัย -- รายพระนาม และนามผู้บังคับบัญชาจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย -- สภามหาวิทยาลัย -- สำนักงานเลขาธิการ -- หอสมุดกลาง -- พระบรมราโชวาท พระราชหัตถเลขา และการเสด็จพระราชดำเนิน -- คณะวิศวกรรมศาสตร์ -- คณะอักษรศาสตร์ -- คณะวิทยาศาสตร์ -- คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ -- คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี -- คณะรัฐศาสตร์ -- คณะครุศาสตร์ -- บัณฑิตวิทยาลัย -- แผนอิสระสื่อสารมวลชนและการประชาสัมพันธ์ -- สโมสรอาจารย์ -- สโมสรนิสิต -- หอพักนิสิตชาย -- หอพักนิสิตหญิง -- สมาคมนิสิตเก่า -- แผนกวิชาการหนังสือพิมพ์ -- แผนกกลางคืน -- แผนกนิติศาสตร์ -- คณะแพทยศาสตร์และพยาบาล -- คณะเภสัชศาสตร์ -- คณะสัตวแพทยศาสตร์ -- คณะทันตแพทยศาสตร์ -- โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา -- ปัจฉิมลิขิต
-
อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ เป็นอาคารที่สร้างขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นอาคารหลักหลังแรก ของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่เดิมเรียกว่า สภาคารมหาวิทยาลัย หรือตึกบัญชาการ สร้างขึ้นตามดำริของสภาจัดการโรงเรียนข้าราชการพลเรือนในพ.ศ. 2456 โดยมีนายเอ็ดเวิร์ด ฮีลี (Edwaed Healey) ชาวอังกฤษ เป็นสถาปนิก และนายเอมิลีโอ โจวันนี กอลโล (Emilio Giovanni Gollo) ชาวอิตาเลียน เป็นวิศวกร เริ่มก่อสร้างในพ.ศ. 2457 ลุล่วงไปจนมีพระราชพิธีก่อพระฤกษ์ได้ในวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2458 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี บุคลากรสำคัญยิ่งท่านหนึ่ง ที่ได้ฝากผลงานไว้ในอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ คือนายโรดอลโฟ โนลลี (Rodolfo Nolli) ประติมากรชาวอิตาเลียนที่เป็นผู้สร้างงานประติมากรรมตกแต่งอาคารทั้งหมด ประกอบด้วยรูปแบบศิลปกรรมไทยโบราณต่างยุคต่างสมัย ปรับประยุกต์ให้มีขนาดส่วนพอเหมาะกับตัวอาคารที่นายฮีลีได้ออกแบบไว้ และสร้างขึ้นโดยกรรมวิธีสมัยใหม่คือการหล่อซิเมนต์ถอดพิมพ์ ทำให้ประติมากรรมตกแต่งอาคารมหาจุฬาลงกร์เป็นผลงานสำคัญของนายโนลลี ซึ่งได้ประกอบวิชาชีพอยู่ในสยามสืบต่อมาอีกระยะหนึ่ง จากนั้นจึงเดินทางไปยังเมืองสิงคโปร์ มีผลงานประติมากรรมตกแต่งอาคารสาธารณะสำคัญๆ ในเมืองสิงคโปร์มากมายในเวลาต่อมา -
ในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2459 มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นมหาวิทยาลัย พระราชทานนามว่า "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" โดยได้จัดแบ่งวิชาที่สอนออกเป็น 4 คณะคือ คณะแพทยศาสตร์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะอักษรศาสตร์ -
เป็นหนังสือที่กล่าวถึงแถลงการโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ประกอบด้วย 1.) แถลงการโรงเรียนข้าราชการพลเรือน เล่ม 1 2) ราชสดุดีฉันท์ 3) แถลงการณ์ 4) โรงเรียนข้าราชการพลเรือน ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 5) ประกาศแก้ระเบียบการโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 6) ระเบียบการใช้เครื่องแต่งตัวสำหรับนักเรียนโรงเรียนข้าราชการพลเรือน 7) ระเบียบข้อบังคับเรือนนอน สำหรับโรงเรียนข้าราชการพลเรือนพแนกยันตรศึกษาและคุรุศึกษา 8) ระเบียบการส่งนักเรียนรัฏฐประศาสนศึกษาออกฝึกหัดตามหัวเรื่อง 9) ระเบียบกำหนดเวลาเรียน เนื่องด้วยการสอบไล่ 10) คำสั่งที่ 1 เรื่องแยกการปกครองโรงเรียนเป็นระเบียบกองร้อย 11) คำสั่ง 5 เรื่องเปิดโรงเรียนยันตรศึกษา วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2458 12) คำสั่ง 7 ข้าราชการพลเรือนใช้เครื่องแต่งกายตามพระราชกำหนด 13) คำสั่งที่ 8 ให้รองอำมาตย์เอกนายบุญเย็น มาเป็นผู้บังคับกองร้อยที่ ๒ แทนขุนนารถสนิท 14) คำสั่งที่ 9 ให้แยกการปกครองเปนโรงเรียนละกองร้อย ลงวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2458 15) คำสั่งที่ 10 แก้ไขระเบียบการปกครองโรงเรียนใหม่ บรรจุเจ้าหน้าที่ตามระเบียบที่กำหนด ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2458 16) คำสั่งที่ 11 ว่าด้วยโรงเรียนข้าราชการพลเรือนแผนกต่าง ๆ ได้ยกมาตั้งรวมกันที่ประทุมวัน ห้องสมุดต่าง ๆ ก็จัดมารวมเป็นห้องสมุดใหญ่ 17) คำสั่งที่ 13 ว่าด้วยการสอนภาษาอังกฤษของโรงเรียนข้าราชการพลเรือน 18) คำสั่งที่ 14 ว่าด้วยนายเข้ม กนิฐารัต นักเรียนผู้ใหญ่หัวหมู่ 1 และนายหยด นักเรียนผู้ใหญ่หัวหมู่ 5 ให้ได้เป็นนักเรียนกลางวันตามประสงค์เพื่อสดวกในการปกครองของโรงเรียน 19) คำสั่งที่ 15 ให้นาย วี. ลุนต์. M.E. เป็นอาจารย์สอนวิชาช่างกลในโรงเรียนข้าราชการพลเรือน 20) คำสั่งที่ 16 แต่งตั้ง รองเสวกตรี ขุนพิจารณ์พัศดุภัณฑ์ เป็นเจ้าพนักงานพัสดุ รักษาพัสดุ 21) คำสั่งที่ 21 ปิดโรงเรียน ภาคกลางของโรงเรียนข้าราชการพลเรือน 22) คำสั่งที่ 22 เรื่องส่งนักเรียนไปฝึกหัดที่กรมรถไฟสายใต้ 23) คำสั่งที่ 24 คำสั่งปิดโรงเรียนข้าราชการพลเรือน เพื่อให้นักเรียนไปฝึกซ้อมรบของเสือป่า 24) คำสั่งที่ 29 เรื่องเครื่องแต่งตัวนักเรียนโรงเรียนข้าราชการพลเรือน 25) คำสั่งที่ 30 คำสั่งส่งนักเรียน ยันตรศึกษา ออกฝึกหัดในโรงงาน 26) คำสั่งที่ 31 ส่งนักเรียนรัฏฐประศาสนศึกษาออกฝึกหัดตามหัวเมือง 27) คำสั่งที่ 32 โรงเรียนข้าราชการพลเรือนจะย้ายโรงเรียนฝึกหัดครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกมาสมทบกับโรงเรียนยันตรศึกษา ที่ตำบลปทุมวัน 28) คำสั่งที่ 39/67/24 ย้ายโรงเรียนฝึกหัดครู ไปสังกัดทางโรงเรียนข้าราชการพลเรือน 29) การประชุมส่งนักเรียนซึ่งเรียนจบหลักสูตรรัฏฐประศาสนศึกษาออกรับราชการ วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2457 30) การประชุมส่งครูออกรับราชการตำแหน่งผู้พิพากษา วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2458 31) ปาฐกถาว่าด้วยกฎหมายสัญญาของเสวกเอก หลวงประดิษฐ์พิจารณ์การอาจารย์พิเศษ แสดงที่โรงเรียนรัฏฐประศาสนศึกษา 32) ปาฐกถาว่าด้วยกฎหมายสัญญาของเสวกเอก หลวงประดิษฐ์พิจารณ์การอาจารย์พิเศษ แสดงที่โรงเรียนรัฏฐประศาสนศึกษา (ต่อเล่ม 1 ตอนที่ 2) 33) ปาฐกถากฎหมายอาญา ของ อำมาตย์ตรี พระศรีเสนา] 34) พระราชทานยศ บรรดาศักดิ์ แลเครื่องราชอิศริยาภรณ์ 35) นักเรียนโรงเรียนรัฏฐประศาสนศึกษาออกรับราชการ 2 คน 36) เสือป่าในหน้าที่พลเรือน 37) นักเรียนถวายตัวและออกรับราชการในกรมมหาดเล็ก 38) การกสิกรรมในประเทศอเมริการวม ของนายแนบ สาลักษณ์ 39) คำสั่งแก้ไขวิธีทำรายงานการฝึกหัดหัวเรื่อง 40) พระราชทานยศและบรรดาศักดิ์ 41) นักเรียนเก่าย้ายหน้าที่ราชการ 42) การประชุมครูโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ประจำเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2457 43) การประชุมครูโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ประจำเดือนมีนาคม พ.ศ. 2457 44) การรื่นเริงของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนในการแสดงความยินดีให้แก่ นายตรึก จินตยานนท์ นักเรียนรัฏฐประศาสนศึกษา และนายส่าน สุขวณิช นักเรียนยันตรศึกษา 45) แจ้งความเรื่องราคาเครื่องแต่งตัวนักเรียนข้าราชการพลเรือน 46) ครูและนักเรียนเก่าของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนได้รับพระราชทานเลือนยศฯลฯ 47) ความเห็นเกี่ยวด้วยการปกครองหัวเมืองของอำมาตย์โท พระกิรมย์บุรีรัฐ ผู้ว่าราชการเมืองอุไทยธานี 48) บัญชีชื่อนายหมวดนายหมู่ 49) ครูและนักเรียนเก่าของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนได้รับพระราชทานยศ ฯลฯ 50) ปาฐกถาว่าด้วยธรรมะระหว่างประเทศ ของหม่อมเจ้าขจรจรัสฤทธิ์ 52) ความเห็นในการที่กรมการอำเภอจะเปรียบเทียบความภาษีอากรและความแพ่ง ตามพระราชบัญญัติปกครองท้องที่ มาตรา 105 และ 108 53) ความเห็นเกี่ยวด้วยการปกครองหัวเมือง ของอำมาตย์โท พระภิรมย์บุรีรัฐ 54) รายงานฝึกหัดการในโรงงานกลาง ณ กรมรถไฟหลวงสายใต้ ตำบลบางกอกน้อย ของนายศิริ นักเรียนยันตรศึกษา 55) รายงานฝึกหัดการในโรงงานกลาง ณ กรมรถไฟหลวงสายเหนือ ตำบลมักกะสัน ของนายเจียก ธนสุนทร นักเรียนยันตรศึกษา 56) รายงานการที่ได้ฝึกหัดการสกัดและตะไบเหล็ก -
หนังสือหนังสือเล่มนี้เริ่มด้วยพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รายชื่อคณะกรรมการสภาจัดการฯ ระเบียบการโรงเรียนข้าราชการพลเรือนพแนกการปกครอง ซึ่งประกอบไปด้วย ประวัติ สังกัด ประเภทนักเรียน ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ นิสิต ศิษย์ และนักเรียนพิเศษ วิธีรับนักเรียน วิชาที่สอน กำหนดปีที่เล่าเรียน การสอบวิชา กำหนดเวลาเปิดโรงเรียน ข้อบังคับของโรงเรียน นักเรียนต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ เครื่องแต่งตัวนักเรียน ตำแหน่งนักเรียนที่สอบไล่ได้ตลอดหลักสูตร และท้ายสุดจะว่าด้วยเรื่อง หลักสูตรวิชาเสมียนเอกที่โรงเรียนข้าราชการพลเรือนจะเป็นแต่ผู้สอบ ได้แก่วิชา อ่าน เขียน คัด ทาน แต่ง เลข บาญชีหนีงสือ ราชาศัพท์ ภูมิศาสตร์ พงษาวดาร วิทยาศาสตร์เบื้องต้น และจรรยา -
ตึกบันชาการโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันคือ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอาคารที่ส้รางขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นอาคารหลักหลังแรก ของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ อันเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของเจ้านายขุนนางสยามในยุคนั้น ที่จะพัฒนาประเทศด้วยการศึกษาแผนใหม่ รวมทั้งการอุดมศึกษา ที่มีรากฐานมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 5 แล้วดังปรากฏความในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในพระราชพิธีวางศิลาพระฤกษ์อาคารดังกล่าว เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2458 ว่า "วันนี้เรายินดีที่ได้รับอัญเชิญให้มาวางศิลาพระฤกษ์ สำหรับมหาวิทยาลัยนี้ เพราะเป็นกิจอันหนึ่งซึ่งเราปรารถนาอยู่นานแล้ว ที่จะยังการให้เป็นผลสำเร็จตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงพระราชปรารถนามานานแล้ว ในเรื่องที่จะให้มีมหาวิทยาลัยขึ้น สำหรับเป็นสถานอุดมศึกษาของชาวสยาม -
พิธีก่อพระฤกษ์โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางศิลาฤกษ์ในวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2453 ซึ่งปัจจุบัน คืออาคารมหาจุฬาลงกรณ์ โดยต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ขึ้นเป็น “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”